เปิดศักราชรับหน้าที่ใหม่ด้วยความแช่มชื่น
ได้ใช้เวลากับสองหนุ่ม..เต็มที่ ชื่นใจจริง
ใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวี่ทั้งวัน เลยนะนั่น
...
เพราะ
...

เจ๊ตตี้ป่วย (ไม่ได้ไปโรงเรียน)
กร๊ากกกกกก
Y_Y
~~~~~~~~~~~~~~
คุณนายแม่ (แอบ)ลั๊นลานิดหน่อย
วันแรก วุ่นวายอยู่กับลูกทั้งวัน
มีนักศึกษาปริญญาโท ม.มหิดลโทรมาขอข้อมูลเกี่ยวกับ speech
โดยการแนะนำของแม่น้องพอเพียง (คุณนายดาว ใช่เทอรึไม่?)
แต่ชอบมากเลย ชอบบทสนทนาที่เกิดขึ้นมาก
เพราะคุณปัท ผู้ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการสื่อสารในเด็กเล็ก 0-3 ปี
นอกจากจะถามคำถามเยอะมาก เพื่อที่จะประเมินความสามารถเด็กในวัยนั้นๆ
หลังจากนั้น ก็ยังสรุปให้ฟังด้วยว่าพัฒนาการของเจ๊ตตี้กับเจมี่เป็นอย่างไร
ชอบม๊ากกก เหมือนมีหมอมาคุยแบบ exclusive
(คุณปัททำวิจัยป.โทคณะแพทย์ฯ แต่ไม่ได้ถามว่าเป็นแพทย์หรือเปล่า)
...
คุยกันจนพอใจ ใช้เวลาเป็นชั่วโมง
คุณปัทสรุปให้ฟังว่า

เจมี่ มีความสามารถในการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
เริ่มมีคำที่มีความหมายคำแรก คือ "แอ๊" บางทีถ้าเผลอก็มี "แม๊" หลุดออกมา
คำอื่นๆ ยังไม่มี นอกจาก อากือ อากือ 555
แต่ที่แน่ๆ น้องมี่ "อุทาน" ได้ กร๊ากกก
อ่าว ไม่เชื่อเหรอ จริงๆน๊า
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ก่อน
แม่จิบพาน้องมี่ไปนอนกลางวัน พ่อจิวแอบหลบไปนอนด้วย (ดูบอลดึก..ง่วง)
น้องมี่ตื่นก่อน ก็เริ่มคลานต่ำด้วยความเร็วสูงไปทั่วเตียง
เน้นคลานไปเอาของเล่นในตะกร้าปลายเตียง
แม่ก็คลานไป"เก็บ"น้องมี่กลับคืนมาหลายรอบ (จริงๆยังสลึมสลืออยู่)
สามรอบผ่านไป แม่หรี่ๆตาคอยมอง (ในใจ = ง่วงว้อย)
หยิบมาวางปั๊บ น้องมี่ก็ออกสตาร์ทกลับไปที่เดิมปุ๊บ
แล้วก็... โป๊ก(ผสมกับพลั่ก)....
ฮ่าๆๆ แม่นแล้วครับ น้องมี่พุ่งหลาวลงจากเตียงไป แม่เพิ่งขยับตัว คว้าไม่ทัน
(เตียงเตี้ยๆครับ สูงกว่าพื้นประมาณฟุตครึ่ง ข้างล่างเป็นไม้)
จ๊ากกกกกกกกกก
(เสียงน้องมี่ร้อง)
เท่านั้นแหละ พ่อแม่ ตื่นเต็มตา มองหน้ากันตาเหลือกนิดๆ
แม่รีบอุ้มน้องมี่มากอดไว้ก่อน (กลัวมานจะกลั้นร้อง)
แง๊... น้องมี่ร้อง มีเหลือบตามามองแม่แบบค้อนๆนิดหน่อย แล้วร้องต่อ 555
นิสัยน้องมี่ปกติก็ขี้อ้อน ออเซาะขั้นเทพอยู่แล้ว
พอเจ็บตัวแบบนี้ ยิ่งตะบี้ตะบันร้องเข้าไปใหญ่ สีหน้าสีตา อูย รวดร้าวซะเต็มประดา
"แง แง๊ ฮือ ฮือ อูยย แม๊ อูยย"
ห๊ะ??
พ่อกับแม่มองหน้ากัน ไม่ค่อยเชื่อหูตัวเอง
พ่อ - แม่ๆ น้องมี่มานร้องอูยได้ด้วยเหรอ
แม่ - (ฮ่าๆๆ) เออ น่านดิ มะเคยได้ยินอ่ะ ตะแรกนึกว่าหูฝาด คิดไปเอง
พ่อ - ไม่หรอก ได้ยินเหมือนกันอ่ะ
พ่อ แอนด์ แม่ - กร๊ากกกกกกก
น้องมี่ (หลับหูหลับตาร้องอยู่) - แม๊ อูยย ฮือ ฮือ อูยย

หลังจากนั้น น้องมี่ก็กลายร่างเป็นครุฑน้อยๆไป 1 วัน
(จมูกเป็นรอยแดงๆ เพราะการกระแทกพื้น)
และเป็นรูดอล์ฟอยู่ 2-3 วัน อิอิ
...
ส่วนเจ๊ตตี้

(รูปแอบไปควักมาจากมือถือ)
คุณปัทบอกว่าเจ๊ตตี้มีความสามารถในการสื่อสารได้เกินวัย
(ไม่น่าเชื่อว่าจะเพิ่งเริ่มพูดตอนเกือบจะสองขวบ)
เป็นลักษณะเด็กที่สะสมคลังศัพท์ไว้จนเริ่มพร้อมถึงจะค่อยปล่อยของ(แม่เรียกเอง)
ปัจจุบันนี้ เจ๊ตตี้พูดจาด้วยประโยคที่ซับซ้อน มีคอนดิชั่น
เช่น
แม่เปิดนี่ให้เจ๊ตตี้หน่อย เจ๊ตตี้เปิดไม่เป็น
นิดจ๋า นิดจ๋า (กวักมือ) เกาหลังให้เจ๊ตตี้หน่อย เจ๊ตตี้นอนไม่หลับ
ฯลฯ
นอกจากนี้เจ๊ตตี้ยังช่างสังเกตเก็บรายละเอียด และจำศัพท์ได้แม่น
เจ๊ตตี้รู้จักเชื่อมโยงคำศัพท์กับสิ่งต่างๆ
คุณปัทบอกว่าเจ๊ตตี้เป็นเด็กที่มี conceptual thinking
คือ มีคอนเซ็ปของการจดจำสิ่งต่างๆรอบๆตัว
เช่น
เจ๊ตตี้จำสีต่างๆและบอกสีถูกต้องเสมอ
ไม่ใช่แค่แม่สีแต่รวมไปถึงสียากๆ เช่น แดง ชมพู ส้ม ดำ เทา น้ำตาล ด้วย
อันนี้คุณปัทบอกว่าเด็กอาจบอกสีได้ แต่การบอกหลายสีที่ complicate
และบอกสีถูกตลอด แทบจะไม่ผิดเลยนี่นับว่าเป็นความสามารถเกินวัย
หรือ
การใส่รองเท้าแทบจะไม่สลับข้างเลย (ตั้งแต่เริ่มใส่รองเท้าใหม่ๆ)
เพราะอาม่าสอนให้เจ๊ตตี้รู้จักสังเกตรองเท้าเวลาใส่แล้วแบบไหนเรียกว่าถูกข้าง
หรือ
ไม่นานมานี้ เจ๊ตตี้สามารถบอกเลี้ยวซ้าย-ขวาได้
จำผิดจำถูกเป็นเรื่องปกติ จนแม่บอกให้สังเกตว่า
ซ้าย = มือข้างที่เจ๊ตตี้เขียนหนังสือ (ถนัดซ้าย) / ขวา = อีกข้างหนึ่ง
อ๋ออออ... (เจ๊ตตี้บอก) พอถามใหม่จะเลี้ยวซ้ายหรือขวา เจ๊ตตี้ก็บอกถูกแระ
ล่าสุด เจ๊ตตี้กำลังฮิตเพลงใหม่
"ช๊วบ ช๊วบ โว๊ว โวว โหว่ว"
รู้จักป่าวค๊าเพลงชัยรัตน์ เทียบเทียมเรยน๊า กร๊ากกก
~~~~~~~~~~~~~~~
คุณปัทวิเคราะห์ลูกแล้ว ยังแถมคอมเม้นท์แม่ด้วย
คุณปัทบอกว่าคุณจิบใช้ภาษาได้ดีมาก สงสัยว่าดียังไง คุณปัทอธิบายว่า
แม่จิบสื่อสารได้ชัดเจน ตรงประเด็น ละเอียดถี่ถ้วน
ไม่แปลกใจว่าทักษะในการสื่อสารของเจ๊ตตี้ก็เลยค่อนข้างจะโตกว่าวัย
แหม... คุณแม่หน้าบานเป็นจานเชิง 555
(แต่จริงๆแอบคิดว่าเพราะเจ๊ตตี้อยู่กับผู้ใหญ่เยอะมากกว่า
ลักษณะคำพูดคำจาของเจ๊ตตี้ก็เลยดูจะเกินวัย เพราะการจดจำจากพี่ๆ
และจากการสื่อสารกับพ่อแม่นั่นเอง)
~~~~~~~~~~~~~~
- บทเรียนจากเพื่อน -
เมื่อคืน เพื่อนรักโทรมาคุย ถามเรื่องนู้นนี้แล้วเม้าท์กันเรื่อยเปื่อย
เพื่อนถามว่ากลับมาอยู่บ้านอีกที เป็นไง สบายใจไหม
บอกเพื่อนไปว่า สบายใจสิ(ยะ) เพราะรู้สึกว่าเวลาที่ลูกเล็กๆแบบนี้
เวลาที่เค้าต้องการเรา หรือ เค้าป่วยแล้วไม่มีใครดูแล รู้สึกผิดชะมัด
เพื่อนมีแอบเป็นห่วงเล็กน้อยว่าแล้วแกจะมีกินหรือเปล่า 555
มีแหละ มีเงินเก็บประมาณนึง พออยู่ไปได้พอสมควร แต่ต้องระมัดระวัง
ว่าแล้วก็คุยกันว่า การเลี้ยงดูลูกมันเป็น choice ของเรา
lifestyle มันก็เป็นของเรา บอกไม่ได้ว่าแบบไหนถูกหรือดี
เพราะคนแต่ละคน ล้วนก็ต้องมีทางเลือกที่แตกต่างกันออกไป
...
ตัวแม่จิบเอง พ่อแม่เลี้ยงมาแบบค่อนข้างประคบประหงม
อาจเป็นเพราะที่บ้านมีแต่ลูกสาว ก็เลยได้รับการดูแลแบบแนวไข่ในหิน
จะทำอะไรก็คอยระแวดระวัง คอยห้าม เรียกว่าขีดเส้นให้เดิน
พอมาถึงลูกๆแม่จิบ สิ่งที่ต่างชัดเจนคือ แม่จิบเลี้ยงแบบปล่อยให้ลูกลอง
ไม่ว่าจะเป็นการลอง"เจ็บตัว"นิดๆหน่อยๆ เพื่อจะได้จำว่าต่อไปทำแบบนี้ไม่ได้
ตั้งแต่เจ๊ตตี้มาแล้ว ลองเองลูก ลองแล้ว รู้ว่าเป็นไง ทีหลังจะได้ไม่ทำอีก
แม่แทบจะไม่ต้องคอยห้าม คอยจับ คอยเตือน เจ๊ตตี้รู้เองว่าแบบไหนไม่ควรทำ
แต่สิ่งที่แม่จิบได้รับมาตลอดจากพ่อแม่ คือ การเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด
และการที่พ่อแม่มีเวลาให้เราเสมอ พ่อแม่อาจจะทำอะไรอยู่ก็ตาม
แต่เมื่อไหร่ที่ต้องการ พ่อแม่พร้อมจะ pay attention ให้เราเสมอ
สิ่งแบบนี้ เงินแค่ไหนก็หาซื้อไม่ได้ ต้องอาศัย "ใจ" อย่างเดียว
...
ก่อนจบบทสนทนากับคุณนายเพื่อนตอนสี่ทุ่มเมื่อวาน
เพื่อนบอกว่า แกรู้ไหม
คนที่เค้าอ่านไดอารีของแกเค้าน่าจะได้แนวคิดดีๆจากการอ่านนะ
อร๊ายยย พูดอะไรเยี่ยงนั้น เพื่อนบอกจริงๆนะ ชั้นแอบอ่านเม้นท์ กร๊ากก
แต่ที่แน่ๆ แกไม่รู้หรอกว่าไดอารีของแกทำบุญมหาศาล
เห.. งง ทำบุญอะไรของมานฟระ
ในที่สุดความจริงก็เฉลย
เพื่อนแม่จิบเป็นหญิงเก่ง เป็นผู้บริหารระดับสูง บ้างานขนาดหนัก 555
ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สาวๆ (สมัยมหาลัย)
แล้วก็ค่อยๆผ่าน stage ต่างๆของชีวิตมาเหมือนเป็นถนนที่ขนานกัน
วันนึง แม่จิบเลือกที่จะเดินทางแยก เปลี่ยนสถานะจากคนในวัยทำงาน
มาเป็นมีครอบครัว หัวข้อที่เราคุยกันก็เรื่องคู่ชีวิต
พอแม่จิบมีลูก เพื่อนก็พลอยได้มีประสบการณ์การเป็นแม่ทางอ้อมไปด้วย
เพื่อนรักบอกว่า การอ่านไดอารีของแก ทำให้ชั้นค่อยๆเข้าใจ"ความเป็นแม่"
จากเดิม เวลาลูกน้องขอลางานเพราะ family matters
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน ลูกป่วย ลูกไหว้ครู และมาขอลางาน
คุณนายเพื่อน(ในอดีต)จะเคืองมาก เพราะไม่เข้าใจว่ามันจะสำคัญอะไรนักหนา
ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านก็มี ทำไมต้องลางานอีก แล้วไหว้ครูเนี่ยนะ อะไรกันเนี๊ยย
นี่มันวันทำงานนะ ชั้นนัดประชุมนะ สำคัญมากๆรู้ไหม ฯลฯ
...
เพื่อนบอกว่าแกเอ๋ย ปัจจุบันนี้ชั้นเหมือนมองโลกแบบใหม่
เพราะแก ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของชั้น
ทำให้ชั้นเข้าใจหัวอกของแม่เวลาลูกป่วย
ทำให้ชั้นเข้าใจเวลาแกได้เป็นคนแรกที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูก
ทำให้ชั้นรู้ว่า"วันไหว้ครู"ของลูก มันน่าตื่นเต้นขนาดไหน
ทำให้ชั้นสามารถพูดได้เต็มปากว่า
แกตัดสินใจทิ้งงานดีๆ มาเลี้ยงลูกนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแกจริงๆ
และที่แน่ๆ ปัจจุบันนี้
ชั้นเข้าใจหัวอกลูกน้องที่มีครอบครัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย
^^
เพื่อนรัก อย่างน้อยชั้นก็ดีใจที่ทำให้แกมี heart at peace
ความเป็นแม่ คนเรามีมากน้อยไม่เท่ากัน อยู่ที่ priority ในชีวิตมากกว่า
ตอนนี้แกมีงานเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพราะแกยังไม่เลือก priority อื่น
แต่วันไหนที่แกเลือก รับรองว่าแกจะต้อง manage ได้แน่นอน
เพราะว่า.. ทุกอย่างมันเริ่มต้นที่ "ใจ" จริงไหมเพื่อน

อ่ะ รูป godsons ของแก เอาไป(ย่ะ) อิอิ