วันศุกร์ที่ 4 ก.ค. 2551
(หลับๆตื่นๆมาตลอดคืน)
- ฝึกเจมี่ไม่ให้ตื่นมาดูดเป็นคืนที่ 4 ใช้วิธีอุ้มไว้แนบอกแล้วกล่อมให้หลับ
ปล.ขี้เกียจตื่นมาเดินอุ้มแบบตอนพี่เจ๊ตตี้แล้ว (ตอนพี่เจ๊ตตี้สลับกันลุกมาเดินอุ้มกับพ่อจิว) น้องมี่ชอบนอนบนอกแม่ โชคดีไป (แต่ไม่เอาพ่อเลย เอาแม่คนเดียวเท่านั้น)
- ตีสี่ ถึง 6 โมงเช้า -
เจ๊ตตี้ลุกมางอแงเป็นพักๆ แม๊..เจ๊ตตี้ปวดท้อง (คาดว่ากินอะไรไม่ได้เลยหิวแสบท้อง) ต้องคอยเกาพุง ลูบพุง(แบบหลับๆ) แม๊..เจ๊ตตี้หิวน้ำ แม๊..เจ๊ตตี้เจ็บคออ่ะ และอีกหลายๆแม๊
สุดท้าย น้องร้องตอนตีห้า คิดว่าคงจะหิวจริงเพราะต่อสู้กันมาหลายยก และแหกปากร้องซะเยอะ(ใครใช้ยะ) ยอมให้กินไปรอบนึงตอนตีสาม ให้กินอีกครั้งละกัน คลานแบบง่วงๆลงไปให้น้องมี่ดูดนมตรงที่นอนมิกกี้ ลูกดูดไปแบบบุฟเฟ่ต์ แม่ก็หลับไปเหมือนกัน ตอนนั้นฝันว่าทำไมตรูเหนื่อยจังฟระ ทรมานสิ้นดี อยากหลับนะว้อย อะไรทำนองนั้น แบบเกือบจะสุดทนแล้วหล่ะ.. น้องมี่ดูดนมเสร็จแล้ว ป๊อกไปแล้วเหมือนกัน กำลังจะเคลิ้ม(ซะที) แม๊... ฮือ ฮือ (มาอีกแล้ววุ้ย) แม่มานอนตรงนี้ซี่ แม่ไม่นอนตรงน้านนนน แม่ม๊า.... ลืมตาอันแสนจะหนักหรี่ขึ้นมอง เห็นเจ๊ตตี้นั่งประท้วงอยู่บนที่นอนใหญ่ (อืมม จะไม่ไหวแล้วนะว้อย) เจ๊ตตี้นอนไปครับ แม่เอาน้องนอนก่อน.. ไม่ด๊ายย แม่ไม่นอนซี่... (ไม่ไหวจริงๆแล้วว้อย ฟิวส์ขาดผลึงงง) เจ๊ตตี้! จะนอนไม่นอน.. ไม่นอน.. (เฮ้ย มานเอาจริง) เท่านั้นแหละ เจ๊ตตี้! นอนเดี๋ยวนี้ แม่จะนอนเหมือนกัน แม่จะตายแล้วนะเนี่ย รู้มั๊ยว่าแม่จะไม่ไหวแล้ว อยากให้แม่ตายใช่มั๊ย (ตอนนั้นผีนางยักษ์เข้าสิงแล้ว)...
...
...
ได้ผลชะงัด เจ๊ตตี้ล้มตัวลงนอน หลับตาปี๋
แม่ล้มตัวลงนอนเหมือนกัน หมดสติทันที ได้นอนไปอีกหนึ่งชั่วโมง
เฮ้อ... ค่อยยังชั่ว
7 โมง - ตื่นมาดูเด็กๆ ยังหลับกัน รีบไปอาบน้ำก่อน
8 โมง - น้องมี่ พี่ตี้ ทยอยกันตื่น ช่วยกันหาอะไรให้เด็กๆกินกับนิดจ๋า
เอาข้าวกับต้มจืดฟักป้อนเจ๊ตตี้แบบน้ำเยอะๆ แอ๊บว่าเป็นข้าวต้ม กินไปได้ 4-5 คำ แม่..พี่เจ๊ตตี้จาแหวะ... เอิ๊กซซ ประโยคประกาศิตมาอีกแล้ว
(เมื่อวานนี้ ได้ยินประโยคนี้ 3 เวลาหลังจากอาหารเข้าปากไปไม่กี่คำ จนตอนนี้เจ๊ตตี้รู้ตัวแล้วว่าแบบไหนร่างกายกำลังจะแหวะ สามารถบอกทันและไม่เคยทำเลอะเทอะ.. จะเรียกว่าทุกขลาภได้ไหมนั่น)
- เกือบ 9 โมง -
โทรไปโรงพยาบาลเลย แจ้งว่าน้องมีอาการแบบไหน และกำลังจะพาน้องกลับไปหาคุณหมอใหม่อีกครั้งหลังจากที่มาตรวจไปเมื่อวันพุธ พยาบาลบอกว่าวันนี้คุณหมออยู่แค่สิบโมงนะคะ รับคนไข้ walk-in ถึงแค่ 9 โมง (วะ ฮ่ะๆๆ ไม่มีปัญหาค่ะ) บอกเจ้าหน้าที่ไปว่า ยังไงก็ต้องไปค่ะ เดี๋ยวจะเตรียมเสื้อผ้าและข้าวของไปสำหรับ admit เลย จะพยายามไปให้ทันสิบโมง แต่อาการแบบนี้น้องต้อง admit แน่นอนอยู่แล้ว เดี๋ยวเจอกันค่า...
- 10 โมง เป๊ง -
ถึงหน้าห้องก่อนหน้าสิบโมงซัก 5 นาทีได้ พี่แหม่มผู้ช่วยสุดสวยแอบกัดเล็กน้อย แหมๆคุณเจ๊ตบอกมาก่อนสิบโมงก็สิบโมงตรงเผงเรยนะ 555 สรุปว่าเจ๊ตตี้ไปไม่ทันหมอหรอก พี่แหม่มบอกหมอทำเรื่องส่งตัว admit ไว้ให้แล้ว ได้ยินเสียงน้องเจ้าหน้าที่อีกคนถามจะให้น้อง admit เลยเหรอ แล้วคนไข้ต้องเตรียมตัวอะไรหรือเปล่า พี่แหม่มแกตอบให้เสร็จ โอ้ย คุณแม่เค้าเตรียมมาเรียบร้อยแล้ว แบบนี้อ่ะ คุณแม่รู้งาน ก๊ากกก ขำนะเนี่ย ขอบอก (แต่เตรียมมาแล้วจริงๆ อยู่ในรถไม่กล้าหอบขึ้นมา OPD เด็กด้วย อายนะคะ แหมๆๆ)
ปล. วันนั้นเจ๊ตตี้คงอ่วมเต็มทีแล้ว ก่อนออกจากบ้านฮีก็เพลียนอนหลับไป แม่ปลุกบอกเจ๊ตตี้ครับ เราไปนอนโรงพยาบาลกันนะ เจ๊ตตี้ไม่สบายต้องไปให้หมอช่วย ฮีพยักหน้าหงึกๆแบบว่า ป่ะ (รู้ตัวเหมือนกันว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ) ไปถึงโรงพยาบาล ปกติจะต้องวิ่งไปเล่นรถขาไถ งวดนี้เดินจูงมือแม่ ถามไปเล่นรถมั๊ยครับ - ไม่ครับ เจ๊ตตี้ไหวมั๊ยครับ ไม่ไหวเหรอ - ไม่ไหว อือ... เก่งนะนั่น ป่วยจริงๆซะด้วย ไม่งั้นฮีไม่เก็บอาการแบบนี้หรอก ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แบบว่าคุยกันรู้เรื่อง ลืมตัวนึกว่าลูกซัก 4-5 ขวบซะมั๊ง อุอุ
- 11 โมง -
เจ๊ตตี้นั่งรถเข็นหน้าแฉล้มขึ้นไป ward ชั้น 5 เรียบร้อย ไปถึงห้องพยาบาลจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า (ฮีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี) พยาบาลบอกเดี๋ยวไปชั่งน้ำหนักกับไปดูสัตว์กันนะครับ (กร๊ากก ห้องเจาะเลือดมี wallpaper รูปสัตว์.. เจ๊ตตี้ทำหน้างงๆ มาหลอกอะไรช้านเนี่ย)

(ปล.มือซ้ายไม่ได้ทำไร เอาพลาสเตอร์มาแอ๊บทำเป็นสติกเกอร์ติดหลอกลูกไปงั้นแหละ
ส่วนมือวิเศษ ก็เลยต้องแปะอีกลายนึง เจ๊ตตี้โซพราวลี่พรีเซนต์ อวดพ่อใหญ่ เจ๊ตตี้มีมืออ้วน)
เจ๊ตตี้ให้ความร่วมมือดีอีกแล้ว ไม่ว่าจะจับนอนมีที่รัดตัวไว้ กันเด็กดิ้น แต่ขอโทษดิ้นทำไม เด็กคนนี้ไม่ดิ้น แค่ต้องขอเค้าดีๆว่าจะทำอะไร เจ๊ตตี้ก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ พยาบาลและเจ้าหน้าที่อุตส่าห์ระดมพลกันมาเตรียมรับมือ ปรากฎว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเจ๊ตตี้นอนให้เจาะเลือด ต่อด้วยการกระหน่ำบีบเพราะเลือดเด็กไหลช้า ไม่เต็มหลอดซักที (ตอนนั้น แอ๊บทำเป็นสปา มีพยาบาลนวดแขน สบ๊ายย) ต่อด้วยเสียบสายน้ำเกลือ เจ๊ตตี้คอยหันมาเบะกับแม่เป็นพักๆ แล้วพยายามจะดู (ทำไรกันอ่า) แม่ก็คอยเอ็นเตอร์เทนไปสิ ไม่ชอบเข็มเหมือนกัน เลยไม่ดู ทำเป็นง่วนชวนเจ๊ตตี้คุยซะงั้น 555 เรียบร้อย พยาบาลโจษขานกันทั้งบาง เพราะนานน๊านน จะเจอแบบเจ๊ตตี้ซักคน
หลังจากนั้น เจ๊ตตี้ก็หลับ หลับ และหลับ
มีตื่นมาตอนบ่ายโมงแป๊บนึง หิว ขอกินข้าวต้ม ซึ่งก็กินได้แต่น้ำข้าวต้ม เพราะพอข้าวลงคอไปก็คงจะเจ็บ เอาแต่ร้องติดคอ ติดคอ ขอกินน้ำหน่อยครับ เลยสรุปว่าได้หยอดน้ำข้าวต้มของจริง ฮ่าๆๆ เท่ห์นะครับ รู้ป่าว แล้วเจ๊ตตี้ก็หลับ สลับกับตื่นมารับแขก
รายการแขก: น้านิ่ม-ตอนเที่ยง ซื้อก๋วยเตี๋ยวกับหนมเบื้องมานั่งกินกับแม่จิบ พ่อจิวมาตอนประมาณบ่ายสองกว่าๆ ดีนะว่ามีสัมมนาในกรุงเทพฯ เลยขอตัวมาเฝ้าลูกตอนบ่าย น้าซินดี้แวะเอาขนมเค้กช็อคหน้านิ่มจากกัลปพฤกษ์มาให้ ในฐานะที่นัดกันกินข้าวเที่ยงแล้วแม่จิบไม่ได้ไป(แต่ไม่ได้เจอกันเพราะแม่ชะแว้บไปปั๊มนมให้น้องมี่อยู่ที่ห้องเนอสฯ) ตกเย็นน้าเจียวเอาแพนเค้กมะพร้าวอ่อนมาให้ตามใบสั่ง แถมโอโอ้ บิ/ชิมครีม/จุ่มนมและขนมหมีเจลลี่ ซึ่งเจ๊ตตี้กินมะเป็น แม่กลัวติดคอล่วย แหะๆๆ นี่ขนาดมา admit แบบกระทันหัน ของกิน เอ๊ย ผู้มีอุปการะคุณนี่ก็ช่าง stand by พร้อมซะจริง ตอบสนองกันแบบชง-ตบทันท่วงที...
ขอกราบงามๆสำหรับผู้มีอุปการะคุณนำของกินมาเซ่นแม่เจ๊ตตี้นะครับ
(เอ้า กราบบบบ)

ตั้งแต่ admit จนแปดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เจ๊ตตี้นอนเยอะมาก สลับกับการตื่นมานอนเล่นกับพ่อจิว แต่ออกแนวนอนเล่นๆ ไม่ใช้พลังงานอะไรมากมาย
พ่อจิว มีหน้าที่กลับไปบ้านตอนกลางคืนเพื่อไปเอาเสื้อผ้าตัวเองและของที่ขาด (ไม่น่าเชื่อว่ายังมีของที่ขาด เพราะแม่กวาดสมบัติไปเยอะอยู่นา ฮ่าๆๆ) และซื้อของกินมาบรรณาการที่ห้อง (คนเฝ้าไข้ลูกกินกันราวกับไปพักผ่อนตากอากาศ) และที่นอนของพ่อจิวก็คือเก้าอี้ยาวเฝ้าไข้ตัวเดิม
แม่จิบ มีหน้าที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นการเฝ้าไข้ เช่น จด in take/out take ของของเหลว (แปลว่าต้องคอยช่วยเจ๊ตตี้ฉี่ เก็บฉี่ไปตรวจ วัดปริมาณฉี่ และสื่อสารกับพยาบาลว่าจะให้ยานี้ๆๆนะค๊า เดี๋ยวเที่ยงคืนจะมาเติมยานี้ๆๆนะค๊า ตีสามจะมาพ่นยานะค๊า ฯลฯ รวมไปถึงการหาเวลาแว่บไปปั๊มนมให้คุณชายมี่ด้วย
คุณพยาบาลก็แสนดี๊ดี เวลาจะเข้ามาทำอะไรกับน้องก็จะต้องแจ้งแม่ทุกครั้ง (ตอนหลังแม่จิบขยับจากโต๊ะในห้อง มานอนบนเตียงคนไข้กับเจ๊ตตี้เรียบร้อยเนื่องจากหลังจากที่ตื่นมารอบหัวค่ำ เจ๊ตตี้ไม่ยอมนอนที่นอนกระต่ายของเด็กแล้ว) แม่ก็เลยหลับๆตื่นๆ ทำหน้าที่เจ้าของไข้อย่างเคร่งครัด กร๊ากกก
~~~~~~~~~~~~~
เช้าวันเสาร์ที่ 5 ก.ค. 2551
สามคนพ่อแม่ลูกตื่นกันสายโด่ง 555
เจ๊ตตี้นอนยาวมาตั้งแต่เมื่อคืน แบบเต็มอิ่ม จริงๆต้องบอกว่าเต็มไปหลายอิ่มด้วยแหละ พุงแทบกางเลยมั๊ง แต่ดีแล้ว นอนเยอะๆ จะได้พักเนอะ แม่จิบก็ว่าทำไม๊ คุณพยาบาลขยันเข้ามาเอานู่นเอานี่มาให้ แถมนอกห้องยังมีเสียงคุยกันเหมือนว่าเช้าวันใหม่ที่นี่เริ่มเร็วจัง
แอบเจ็บโนมนิโหน่ย(เพราะปกติต้องให้น้องมี่ดูดกลางคืน) ตื่นมาดูนาฬิกา อ้อ..มิน่าเล่า แปดโมงแล้วครับพี่น้องครับ กร๊ากก เลยกระซิบบอกพ่อจิวว่าจะไปปั๊มนมแล้วนะ ดูลูกด้วยนะ

กลับมาถึงห้อง พ่อจิวรายงานว่าเจ๊ตตี้ตื่นมากินโจ๊กได้แล้ว (เย้ เย กินอาหารได้ซะที) เจ๊ตตี้ก็หน้าตาระรื่นนอนดูเจ้าเนาะ(เงาะสังข์ทอง)อยู่บนเตียง กะลังจะเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า หน้าตาเบิกบานแบบนี้ ค่อยยังชั่วหน่อยครับ
เจ๊ตตี้ดูจะชิลๆ กับการมีคนคอยทำนู่นนี่ให้ เอาอกเอาใจสารพัด...
แหม เจ๊ตตี้ชอบการ admit โรงพยาบาลเหมือนแม่ไม่มีผิด ชอบตรงที่มันสบายแบบนี้นี่เอง โฮะๆๆ

เก้าโมงกว่าๆ พ่อจิวกลับบ้านไปทำธุระและไปรับสมาชิกมาเยี่ยม 555
สิบโมงกว่า คุณป้าหมอมา ดูอาการแล้วเจ๊ตตี้กลับมาคึกซะขนาดนี้
กลับบ้านได้แล้วครับ
ตอนคุณป้าหมอมา แม่ติดสายอยู่ แอบเหลือบเห็นเจ๊ตตี้ยืนตรงแหน่ว
เอียงซ้าย เอียงขวา อ้าปาก เอียงหูให้คุณป้าหมอตรวจ
ตรวจเสร็จมีแถมกอด แถมจุ๊บกันด้วย ฮามากๆค่ะ
คุณป้าหมอกับพี่พยาบาลบอกว่าเจ๊ตตี้เป็นขวัญใจของฟลอร์เพราะเทอแสนจะให้ความร่วมมือเป็นที่โจษจัน แถมพี่ๆทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน
"ทำไมเจ๊ตตี้พูดจารู้เรื่องจัง เหมือนผู้ใหญ่"
แบบว่า.. เวลาจะทำอะไร แม่จิบบอกให้พี่ๆบอกเจ๊ตตี้ก่อน
พี่จะให้ดมยากุ๊กไก่นะครับ กินยานะครับ ทำนู่นนี่นะครับ
ถ้าบอกกันดีๆ เจ๊ตตี้ก็ให้ความร่วมมือดีๆ แนวว่าต้องขออนุญาต
แต่ถ้าอยู่ดีๆมาจับเค้าทำอะไรนี่ รับรองว่าต้องการไม่ยอมกันแน่ๆ
พี่ๆเลยงงไง เอ่อ พูดจากันเหมือนเป็นผู้ใหญ่เลยนะนี่ 555
เด็กก็ต้องการรับรู้ว่าจะมาทำอะไรกับเค้านะครับ
ถ้าอยู่ดีๆมาจับเค้าทำอะไรโดยที่เค้าไม่เข้าใจ เค้าก็ไม่ยอม
แต่ถ้าอธิบายกันดีๆ เจ๊ตตี้ก็รู้ครับว่าพี่ๆจะช่วยให้เจ๊ตตี้หายป่วย
แม่สอนไว้ครับว่าถ้าเจ๊ตตี้ไม่สบายก็ต้องไปโรงพยาบาล
ต้องโดนเจาะเลือดเจ็บๆ แต่ไม่มีอะไรน่ากลัวนี่ครับ เดี๋ยวก็หาย
แล้วจะร้องไปทำไม เหนื่อยเปล่าๆเนอะ 555

เจ๊ตตี้เอ็นจอยมากเช้านี้ มีทั้งไปเล่นที่ห้องของเล่น
นั่งรถ(โลตัส)แบบมีเสาแขวนน้ำเกลือเล่น
เดินเล่นอยู่ในห้อง แถมต้องคอยลากเสาน้ำเกลือตัวเองไปด้วย
(แม่สั่งว่าถ้าอยากเดินไปมา ให้ลากเสาเองด้วย ไม่งั้นก็ให้นั่งอยู่บนเตียง 555)
นอกจากนี้ยังมีการเล่านิทานให้แม่ฟัง ชวนแม่เล่นถ่ายรูป
อูยยย จะหาบันเทิงกว่านี้มีอีกไหม แถมยังได้ครองแม่คนเดียวซะขนาดนี้
เกือบสิบเอ็ดโมง อาม่าก็โผล่มาเงียบๆ พร้อมกับฝรั่งหนึ่งถุง
เป็นห่วงหลานแน่ๆเลย ใช่ป่าวครับม่า
สิบเอ็ดโมงครึ่ง ชาวคณะเชิญยิ้มก็ตามมา
เรียกได้ว่าห้อง 1502 หัวกระไดไม่เคยแห้ง อุ่นหนาฝาคั่งจนร้อน กร๊ากก

~~~~~~~~~~~~~~
น้องมี่มาก็ถึงคิวของน้องบ้าง ลงไปหาป้าหมอฉีดวัคซีนเลย
วันพรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลอีก ถึงเวลานัดพอดี
น้องมี่วันนี้ สูง 71 ซม หนัก 7.5 โลแล้วครับ
ในที่สุดน้องมี่ก็เขยิบหนีเส้นตกเกณฑ์น้ำหนักขึ้นมาได้ซะที ^^
คุณป้าหมอบอกว่าอุตส่าห์ตั้งใจไว้เต็มที่ วันนี้ต้องรับมือกับเสียงกรี๊ดน้องมี่แน่ๆ
ที่ไหนได้ น้องมี่ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ความร่วมมือดี ฉีดยาก็ไม่ร้องอีกตะหาก
ปล. แอบเม้าท์กันเรื่องน้องมี่ขี้อ้อน คุณป้าหมอบอกว่าก็น้องมี่เทอผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน เทอก็รู้สิว่าเทอมีสิทธิ์ได้รับการชดเชยเต็มที่ กร๊ากก
สงสัยว่าจะต้องชดเชยให้เทอตลอดชีวิตซะมั๊งคะนั่นอ่ะ อุอุ
เดี๋ยวนี้ น้องมี่เริ่มโต นอกจากจะพยายามเหลือเกิ๊นนน ในการเกาะยืน
และการทำตัวเป็นหนอน ไม่ได้อยู่นิ่งๆ นำความเหน็ดเหนื่อยมาสู่ผู้คอยจับเป็นอย่างยิ่ง
น้องมี่ยังชอบทำหน้าตาแสดงอารมณ์ต่างๆ
และที่แน่ๆ ชอบยิ้มแบบอมตุ่ย แถวบ้านเรียกว่ายิ้มตาแก่ 555 ฮามาก

~~~~~~~~~~~~~~
วันนี้ น้องมี่เทอมาทำหน้าที่เชียร์พี่เจ๊ตตี้
เทอก็ทุ่มเททำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
แอบมีขโมยซีนนิดนึงตรงที่ไม่ยอมกินข้าวเที่ยงที่เตรียมมา ขอเกาะเต้าแม่ดีกว่า

สุดท้าย ก็เลยมีช็อตแบบว่าแม่นอนกลาง พี่เจ๊ตตี้อยู่ขวา น้องมี่อยู่ซ้าย
(น้องมี่ดูดนม พี่เจ๊ตตี้เอาตัวมาแปะไว้เพราะแม่จะให้นอน)
แหม... สบ๊ายยย เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมนะนั่น
ปล.สามคนนี้ขึ้นไปเขลงกันอยู่บนเตียงคนไข้.. แบบว่าคุ้มจริงๆ
คืนที่ผ่านมา แม่หายไปเฝ้าพี่เจ๊ตตี้ น้องมี่ก็ไม่ได้ประท้วงอะไร
ยอมให้ความร่วมมือนอนกับนิดจ๋า กินนมขวด มีเผลอแอบซุกอกนิดจ๋าบ้าง กร๊ากก
พอมาเจอแม่ ก็คิดถึงเต้าเป็นธรรมดาสิเนอะ
...
ตอนนี้ คุณชายเจ๊ตเทอออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ด้วยกำลังใจเหลือล้น
ทำท่าแบบว่า ผมแข็งแรงแล้วนะครับ เตรียมจะตีปีกพั่บๆ แต่โดนแม่เบรกไว้ทัน
ชิงสั่งไว้ก่อนเลยว่า เจ๊ตตี้ครับ หนูแค่ดีขึ้น ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลแล้ว
แต่หนูยังไม่หายป่วย ต้องกลับไปกินยาต่อ และต้องพักผ่อนแบบคนไม่สบาย
จนกว่าจะหายจริงๆ ตอนนี้ยังไม่หายนะครับ เข้าใจป่าว
(เอ่อ ก็เห็นมานกระดี๊กระด๊าแบบว่าออกนอกหน้าหง่ะ เลยขอดักคอไว้ก่อน)
~~~~~~~~~~~~~
ตอนนี้สมาชิก JJFamily Co.,Ltd. เลยกลับมาประจำการที่บ้านกันครบองค์
พี่เจ๊ตตี้ รู้สึกจะแช่มชื่นมากที่กลับมากินอาหารได้ หายเจ็บคอแล้ว
แค่กินยาต่ออีกครึ่งตันเท่านั้นเอ๊ง 555 ที่แน่ๆกลับจากโรงบาลงวดนี้
ล้างจมูก มานไม่ร้องแล้วเฟร้ยยยย คุณแม่ปลื้มมาก
ปล. อาม่าพูดย้ำๆหลายที ออกจากร.พ.คราวนี้ ไม่มีคราวหน้าแล้วนะ
ประมาณว่าพูดเอาฤกษ์เอาชัยไง๊ อิอิ

...
ส่วนเดี๊ยน ก็กลับมารับงานโอทีท่านรองประธานหมายเลข 2
ตั้งหน้าตั้งตาฝึกท่านให้ค่อยๆเลิกลุกมา"ดูด"กลางดึกต่อปายยย
555
เป็นแม่คนมันสนุกตรงนี้นี่เอง มีอะไรมาไม่ให้เหงา (เหรอ) อยู่ตลอด

ปิดท้ายด้วยคอมเม้นท์คุณป้าหมอ
บอกว่าคุณแม่นี่ ไม่เหมือนคนจบด๊อกเตอร์ทั่วไปเลยนะคะ
ปกติแล้วหมอคาดว่าคนจบด๊อกเตอร์จะต้องพูดจาแบบว่าแนววิชาการ ดูจะเป็นการเป็นงานหน่อย แต่คุณแม่แบบว่าแนวมากๆ 5555
(สงสัยจะแนว"แปลก"มากกว่าค่ะ กร๊ากกก)
คุณเพื่อนรักชีบอกว่า แกอ่ะเป็นด๊อกเตอร์แนวบันเทิงไง
ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย มองเรื่องร้ายๆให้เป็นเรื่องขำๆ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้เอง
อ่ะ แหงสิ ถ้าไม่มองให้มัน positive แล้วมันจะ positive ได้เหรอ
อีกอย่างเวลามองเรื่องรอบๆตัวให้มันเป็นด้านบวก มันดีจะตายเพราะเราก็รู้สึกชิลๆกับมันไปด้วย ขืนคิดให้ชีวิตมีแต่อุปสรรคก็เหนื่อยแย่
คนขี้เกียจแบบเรา ต้องมองให้มันสดชื่นเข้าไว้ ไม่งั้นต้องแบกใจไว้ หนักแย่
อีกอย่างไม่มีอะไรมันจะ positive ไปหมดร๊อก สุดท้ายคนเราเจอเรื่องเดียวกันหมดแหละ ต่างกันก็แค่มุมมองเท่านั้นเอง จริงป่าวคะ
จบดีกว่า โม้น้ำลายแตกฟอง อ้าวว 555
น้องมี่ที่คอยร้องเรียกเป็นนกกระทือ ก็เข้าสู่โหมดสลบเหมือดไปแระ
ไปเฝ้าพระอินทร์พร้อมตื่นมาเข้ากะอีกทีตอนน้องมี่ตื่นมากินนมดีกว่า
แหม ทำงานเป็น GM แบบไม่มีกรอบของเวลามาบังคับ
มันรู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง ฮ่าๆๆ (ปลอบใจตัวเองหรือเปล่าเนี้ยยยย)