เหตุเกิดจากการที่เจ๊ตตี้และเจมี่ป่วยหนักในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ทำให้อาม่าเริ่มจะไม่สบายใจ ลามปามมาถึงคุณตา และนิดจ๋า ก็พลอยเห็นด้วยกันไปหมด เพราะอาม่าบอกว่าเทอมหน้าไม่ต้องไปโรงเรียนดีกว่า รอไปทีเดียวตอนอนุบาล 1 เลยก็แล้วกัน อาม่าบอกเจ๊ตตี้จ่ายค่าเทอมไม่คุ้มเลย 555 แถมยังป่วยบ่อยๆแบบนี้ แย่ก็ตรงน้องมี่ ผู้ซึ่งพลอยป่วยหนักๆเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
แม่จิบหน่ะเข้าใจทั้งสองฝั่ง แต่พ่อจิวเนี่ยสิบอกว่าไม่อยากให้เจ๊ตตี้หยุด เพราะการหยุดไปโรงเรียน เดี๋ยวพอถึงเวลาก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ อีกอย่างเด็กทุกคนก็ต้องผ่านช่วงป่วยกันมาทั้งนั้น จะตอนนี้หรือตอนไหนก็ต้องผ่านช่วงเวลาป่วยตอนเริ่มต้นไปร.ร.ใหม่ๆกันทุกคน
(แต่น้องมี่.. นี่แหละที่แม่จิบห่วงสุดๆ)
....
จริงๆแล้วแม่จิบชอบที่ให้เจ๊ตตี้ไปโรงเรียน
เพราะการไปโรงเรียนมีผลด้านบวกต่อพัฒนาการของเจ๊ตตี้อย่างเห็นได้ชัด
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือตัวเอง เลิก diaper ทั้งกลางวัน กลางคืน
การรีเควสขอกินข้าวเอง ไม่ต้องให้ป้อนเวลาอยู่บ้าน
การกล้าแสดงออกมากมาย ร้องเพลง เต้น (ปกติจะเห็นได้น้อยมากๆ)
ที่เห็นได้ชัดสุดๆ คือ พัฒนาการด้านภาษาและการพูด
เจ๊ตตี้พูดได้เยอะขึ้น หลากหลายขึ้น และ lifely มากๆหลังจากไปโรงเรียน
ถ้าเลือกได้ แม่ก็อยากให้เจ๊ตตี้ไปโรงเรียน
เพราะ alternative ของการไปร.ร.ในตอนกลางวัน
ก็คือ การที่แม่ต้องมีสองหนุ่มป้วนเปี้ยนอยู่กับตัว 24 ชั่วโมง ทุกวัน กรี๊ดดดด
ป่ะ ป่ะ ไปไปโรงเรียนเหอะนะ คุณเจ๊ตตี้ 555 ได้โปรดดด
(อ่ะ ล้อเล่นนน.. แต่แอบคิดจริง)
...
สรุปแล้ว พ่อจิวกับแม่จิบเลยตกลงกันว่า
ให้เจ๊ตตี้ไปโรงเรียนจนกว่าจะหมดเทอมแล้วดูว่ายังป่วยเดือนละหนอยู่อีกหรือเปล่า
ถ้าไม่ป่วยถี่ๆ ก็จะให้ไปต่อ แต่ถ้าป่วยเยอะเหมือนเดิม ก็คิดอีกที
(ยังไม่อยากปักใจ win-win ทั้งพ่อทั้งแม่ 555)

~~~~~~~~~~~~~~~~~
เหตุการณ์นี้ลามปามไปถึงช้อยส์โรงเรียนประถมของเจ๊ตตี้
หัวข้อการเลือกโรงเรียนให้ลูกนี่ คุยกันไม่รู้จบ คุยกันมาเป็นปีๆแล้วก็ไม่จบ
ถ้าเลือกได้แม่อยากให้เจ๊ตตี้เรียนใกล้ๆบ้าน แต่ก็อยากให้ลูกเรียนยาว 12 ปี
และแม่ก็อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่ปูพื้นฐานด้านวิชาการที่ดีให้ลูก
เพราะเจ๊ตตี้โตมาในครอบครัวนักวิชาการ คงเลี่ยงแรงกดดันไม่ได้
แม่จิบเองโดนมาตั้งแต่เด็ก แนวๆว่าพ่อแม่เรียนเก่ง ลูกก็ต้องเก่งสิ
หรือหนักไปกว่านั้น พ่อแม่เป็นด็อกเตอร์ เมื่อไหร่ลูกจะเป็น??
ซึ่งจริงๆแล้วแม่จิบค่อนข้างต่อต้านนะ ไม่ชอบกระแสแบบนี้
แต่เราอยู่ในสังคมไทย บางทีก็ต้องยอมรับว่านี่คือ การ concern จากญาติพี่น้อง
ญาติผู้ใหญ่บางท่าน รอที่จะชื่นชมเพราะท่านรักเรา คอยมองดูเรา
แม่จิบจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แรงกดดันที่ negative
แต่เป็นสิ่งที่จะค่อยๆหล่อหลอมให้เราพยายามให้มากที่สุด ไปได้ไกลที่สุด
สิ่งที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องอยู่เคียงข้าง ช่วยแนะ ช่วยสอน ให้กำลังใจ
และบอกให้ลูกเข้าใจว่าลูกมีทางเลือกในชีวิตเอง แต่ขอให้ทำให้เต็มความสามารถ
แม่ยอมรับได้ ถ้าลูกจะไม่ได้ end up เป็นอะไรที่เริ่ดๆ
แต่แม่รับไม่ได้ถ้าเรายังทำไม่เต็มที่ ไม่สุดความสามารถของเรา
...
ดังนั้น หน้าที่ของพ่อแม่ก็ต้อง set the stage เพื่อให้ลูกได้ grow
ได้เติบโตเต็มที่ แบบที่ภาษา HR เค้าเรียกว่า unblock your potential
ส่วนจะเลือกไปทางไหนนั้น ขอให้ลูกได้มีพื้นฐานที่กว้างๆแน่นๆ เข้าไว้ก่อน
ที่เหลือ ก็ค่อยว่ากันอีกที
เอ่อ.. เอ่อ ออกทะเลไปไหนเนี่ย 555
...
กลับมาที่เรื่องโรงเรียน
แม่จิบไม่อยากให้ลูกเรียนร.ร.ชายล้วนตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยประถม
เพราะบุคลิกภาพ คาแรคเตอร์ต่างๆของเด็กจะถูกฟอร์มในช่วงวัยประถมนี่เอง
พ่อจิวคือ product ของร.ร.ชายล้วน เรียนยาวประถม-มัธยม
แม้พ่อจิวจะเรียนเก่ง พื้นฐานภาษาดี สมกับที่ได้เรียนร.ร.ดีๆ
แต่ถ้าเลือกได้ พ่อจิวก็คิดเหมือนแม่จิบว่าอยากให้ลูกเรียนร.ร.สหฯมากกว่า
เพียงแต่ ร.ร.ในฝัน มันก็คงเป็นแค่ฝันแหละ 555
เพราะถ้าคิดเรื่องการเดินทาง ความสะดวกรับส่ง
สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน การดูแลเอาใจใส่ของครู สังคมเพื่อน
การปูพื้นฐานด้านองค์ความรู้ต่างๆให้เหมาะสมตามที่ควรจะเป็น
สุดท้ายแล้วคงได้แค่ซัก 80% แหละมั๊ง จะให้หาได้ทั้งหมดลูกคงต้องอยู่บ้าน
กร๊ากกก
และสำคัญไปกว่านั้น เมื่อหาได้แล้วก็ไม่รู้ว่าลูกจะเข้าได้หรือเปล่า
เพราะโรงเรียนดีสำหรับเรา ก็คงดีสำหรับคนอื่นเหมือนกัน
การแข่งขันและเกณฑ์ต่างๆในการคัดเลือกสมัยนี้ก็...นะ รู้ๆกันอยู่
...
ทั้งหมดนี้ ทำให้เรื่องเรียนเป็นเรื่องใหญ่สุดๆๆๆ
ใหญ่เพราะว่าคุยกันเท่าไหร่ก็คงไม่ลงตัวซักที จนกว่าจะเข้าไปเรียนแล้วนั่นแหละ
ถึงจะได้ฤกษ์หยุดคิด หยุดถกเถียงเรื่องนี้กันซักที (อย่าบอกว่าบ้านอื่นไม่เป็น)
ล่าสุด(เมื่อก่อนเดือนพ.ค.) แม่จิบตั้งใจจะให้ลูกเรียนร.ร.เดิมไปจนจบป.6 แล้วค่อยไปเข้าร.ร.มัธยมชายชื่อดังซึ่งไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่นักทีหลัง
ใกล้บ้าน รับส่งง่าย วิชาการแข็งแรงใช้ได้ สิ่งแวดล้อมใช้ได้
แม้จะเรียนในห้องแอร์สลับกับพัดลม หรืออยู่ใกล้ถนนใหญ่
แต่ก็มีสนามกว้างๆ อย่างน้อยให้มีอากาศหายใจในโรงเรียนบ้าน ไม่ใช่มีแต่ตึก
(และแม้จะแพงไปนิดส์ แต่หลายๆคนก็บอกว่าเรทนี้ธรรมดาสำหรับร.ร.เอกชน)
แต่.. แต่.. ร.ร.เจ๊ตตี้จะยุบชั้นประถมหลังจากกฎหมายใหม่บังคับใช้ Y_Y
ทำเอาเราต้องตาลีตาลาน หาร.ร.ใหม่กันอีกรอบ
...
เริ่มต้นกลับมาถกกันใหม่หลายเดือน ก็ยังไม่สรุปซักที
จนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ขับรถพาคุณตาไปธุระอ่ะแหละ)
ก็เลยได้ข้อสรุปในรถ ระหว่างทำหน้าที่โชเฟอร์นั่นเอง
สุดท้ายร.ร.ที่แม่และคุณตาอยากให้เจ๊ตตี้ได้เข้าเรียน
ก็เป็นหนึ่งในร.ร.แรกๆที่เคยเลือกไว้แต่แรก
แต่ถูกตัดช้อยส์ทิ้งไปเพราะหลายๆเหตุผล
หลักๆคือ วิชาสายวิทย์-คณิตที่เหมือนจะไม่แข็งเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับด้านภาษา
และการรับส่งที่ค่อนข้างจะลำบาก แม้ระยะทางจะไม่ไกลจากบ้านนัก
ถ้าแม่ไม่ได้ stand by รับส่งลูกเองทุกวัน ก็คงจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่ก็เป็นโรงเรียนที่จัดว่าเข้าได้ยากสุดๆๆ ร.ร.นึง รับเด็กน้อยมาก
ต้องเรียกว่าแล้วแต่บุญวาสนาจริงๆถึงจะได้
ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ทำให้แม่ตกลงใจเลือกร.ร.นี้เป็นคำตอบสุดท้าย
ก็คือ ประเด็นเรื่องสุขภาพของเจ๊ตตี้นั่นเอง
ร.ร.ที่แม่อยากให้เจ๊ตตี้เรียน แม่ขอเลี่ยงมลภาวะของเมืองหลวงซักนิด
การที่ร.ร.แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ อย่างน้อยก็ดีกว่าร.ร.ที่ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่
ก็ได้แต่หวังว่าจะดีกับเด็กภูมิแพ้อย่างเจ๊ตตี้ คงจะไม่ป่วยบ่อยเหมือนตอนนี้
จำนวนเด็กต่อห้อง และจำนวนห้องต่อชั้นที่น้อย น่าจะทำให้ได้รับการดูแลทั่วถึง
ชื่อเสียงทางด้านวิชาการ ไม่เป็นรองใคร
โดยเฉพาะด้านภาษาถือว่าเป็นอันดับต้นๆของประเทศเหมือนกัน
แม้ว่าจะมีกฎระเบียบมากมายที่เด็กและผู้ปกครองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
แต่ก็เป็นร.ร.ที่ปลูกฝังทัศนคติในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมดีงาม
สรุปว่า.. พ่อกับแม่ชอบ
(ขอไม่ระบุชื่อโรงเรียนนะคะ เพราะคิดว่าคงไม่เหมาะสม)
ตอนนี้ก็เหลือแต่ว่าคุณตาจะฝากเจ๊ตตี้ได้หรือเปล่า 555
ที่แน่ๆ ยังไม่ได้บอกอาม่าเลย อาม่าต้องร้อง "เฮ่อ" อีกแน่ๆ
ไม่เป็นไรละกัน ลองดูก่อน ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นบุญของเจ๊ตตี้
ถ้าไม่ได้.. แม่ก็มีช้อยส์รองๆเตรียมไว้รอละกันนะครับ
^^